หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
FSSบล.ฟินันเซียไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 
 
 กลยุทธ์วันนี้ >> Accumulate Domestic Play and Hold
 
ตลาดหุ้นวานนี้ : SET Index ปรับตัวลงแรงโดยปิดลบราว 39 จุด โดยถูกกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ดิ่งลงเฉลี่ย 3-4% จากประเด็นความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นสูงถึงกว่า 1 หมื่นลบ. (แต่ยังพลิกมา Long ใน Index Futures ถึง 2.3 หมื่นสัญญา) ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 9.9 พันลบ.และ 1.7 พันลบ. ตามลำดับ 
แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราประเมิน Downside ของ SET Index เริ่มจำกัดโดยแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 1,665-1,670 จุด แม้บรรยากาศการลงทุนจะยังไม่สดใสนักเพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯยังปรับลงต่อเนื่อง แต่เรามองว่าเกิดจาก Valuation ที่แพงซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะตัว โดยระยะสั้นกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เรามองว่าดัชนีมีโอกาสเกิด Technical Rebound ได้ในระยะถัดไปหนุนด้วยปัจจัยในประเทศที่แข็งแกร่งทั้งเศรษฐกิจและการเมืองเช่นเดิมรวมถึง Valuation ที่ไม่แพง
กลยุทธ์ : สะสมหุ้น Domestic ในช่วงลบและถือลงทุนระยะกลาง-ยาว
หุ้นเด่นเดือนต.ค. : BDMS, CPALL, CPN, MINT, PTTGC  
 
Fund Flow เมื่อวานมีกระแสเงินทุนไหลจากภูมิภาค US$1,690 ล้าน เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกจากไต้หวัน US$921 ล้าน ส่วนไทยมีเม็ดเงินไหลออก US$321ล้าน แนวโน้มกระแสเงินทุนมีทิศทางไหลออกจากภูมิภาคจากความกังวลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและผลกระทบของสงครามการค้าที่มีต่อเศรษฐกิจโลก
 
ชวนเม้าท์หุ้นเด่น >> AOT <<
 
แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 73 บาท
แนวโน้มกำไรสุทธิ 4Q18 (ก.ค. – ก.ย. 18) จะกลับมาโตแรง 30-35% Y-Y อยู่ที่ราว 5 พันลบ. จากฐานที่ต่ำในปีก่อน และจำนวนเที่ยวบินที่โตได้ 4-5% Y-Y แม้นักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียจะยังชะลอ
เป็นหุ้นที่น่า Cover short มากที่สุด เพราะราคาหุ้นยัง Underperform SET50 อยู่ 3% และในรอบใน 1 เดือนที่ผ่านมาติดหนึ่งใน 10 หุ้นที่ถูก SBL สะสมมากที่สุด 895 ลบ. อีกทั้ง ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมาเป็นหุ้นที่ NVDR ขายสะสมมากถึง 770 ลบ. ความเสี่ยงที่ต่างชาติจะขายอีกจึงจำกัด
ประเด็นสำคัญวันนี้
(0) Earning Yield Gap กว้างขึ้น การทรุดตัวลงของ SET วานนี้ ทำให้ earning yield gap ของไทยกลับมายืนเหนือ 3% อีกครั้ง ซึ่งมากกว่าของสหรัฐฯที่ 1.8% อยู่ 1.2% ถือเป็นส่วนต่างที่ใกล้เคียงจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี โดยถ้าย้อนไปอดีตที่ใกล้สุด earning yield gap ระหว่างไทย-สหรัฐฯที่ 1.2% เกิดขึ้นเมื่อ มิ.ย. 17 ซึ่งเป็นปลายรอบการพักฐานของ SET ก่อนจะปรับขึ้น 3 เดือนติดต่อกัน (ส.ค.-ต.ค. 17) รวม 140 จุด แม้ความเสี่ยงยังมีอยู่ เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯเพิ่งเริ่มพักตัว แต่ส่วนต่าง earning yield gap ที่น่าสนใจจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยลงน้อยกว่าหุ้นสหรัฐฯและภูมิภาค 
(+) TISCO รายงานกำไรสุทธิ 3Q18 ที่ 1.8 พันลบ. +6.2% Q-Q, +15.4% Y-Y ดีกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ราว 6% เนื่องจากมีการบันทึกกำไรจากการขายธุรกิจบัตรเครดิตราว 200 ลบ. หากหักรายการดังกล่าวออกกำไรจากการดำเนินงาน (PPOP) ก็ยังดีกว่าที่เราคาดไว้เนื่องจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงกว่าคาดส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการขายเงินลงทุน NPL Ratio ทรงตัวที่ 2.7% ขณะที่ Coverage ratio แข็งแกร่งที่ 193.5% กำไร 9M18 อยู่ที่ 5.29 พันลบ. +15.8% Y-Y คิดเป็น 74.5% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเราที่ 7.1 พันลบ. เราคงประมาณการและราคาเหมาะสมที่ 98 บาท คงคำแนะนำซื้อ
(+) CPF คาดกำไรจากการดำเนินงานหลัก 3Q18 อยู่ที่ 2,892 ลบ. (+21.1% Q-Q, +26.3% Y-Y) จากทั้ง High Season, การฟื้นตัวของราคาเนื้อสัตว์ในประเทศ และการปรับขึ้นต่อเนื่องของราคาหมูเวียดนาม แต่คาดกำไรจะแผ่วลง Q-Q ใน 4Q18 ตามปัจจัยฤดูกาล รวมถึงราคาเนื้อสัตว์ในประเทศเริ่มปรับลดลงตั้งแต่กลางเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ด้วยกำไรที่ทำได้ดีใน 2Q18-3Q18 เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2018 ขึ้น 14% เป็น 7,363 ลบ. +24.9% Y-Y และคาดกำไรปกติปี 2019 จะโตต่อเนื่อง 11.9% Y-Y ยังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2019 เท่ากับ 28 บาท 
(+) SEAFCO คาดกำไร 3Q18 ทำจุดสูงสุดใหม่ แตะระดับ 105 ลบ. (+13% Q-Q, +133% Y-Y) หนุนจากการเดินหน้าก่อสร้าง 3 โครงการใหญ่เต็มที่ ทั้งรถไฟฟ้าสีส้ม สีชมพู และ One Bangkok บวกกับมาร์จิ้นที่ทำได้ดี จากสัดส่วนงานรับเฉพาะค่าแรงที่สูงขึ้น  ปัจจุบันมีงานในมือ 3.5 พันลบ. และแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกจากงานที่อยู่ระหว่างประมูลกว่า 6.8 พันลบ. คงคาดกำไรปี 2018 อยู่ที่ 305 ลบ. (+45% Y-Y) และโตต่อ 6% ในปีหน้า คงคำแนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมปี 2019 ที่ 10.50 บาท 
(+) CHG คาดกำไร 3Q18 ที่ 195 ลบ. +10.2% Q-Q, +15.8% Y-Y ทำจุดสูงสุดใหม่ จากอานิสงส์ของ High Season ทำให้รายได้ยังโตดีและยังได้ประโยชน์จาก Operating Leverage อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเปิดโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งในช่วง 2H18 เราคาดไม่ได้ถ่วงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยยะ เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2018 โตสูง 27.6% Y-Y อยู่ที่ 722 ลบ. ขณะที่ปี 2019 แม้คาดโตชะลอ 9.2% Y-Y อยู่ที่ 788 ลบ. แต่ยังเป็นระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ราคาหุ้นปรับฐานแรงเป็นโอกาสซื้อลงทุน โดยปรับใช้ราคาเหมาะสมปี 2019 ที่  3 บาท 
  
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
 
12 ต.ค.- จีน: ดุลการค้า (ก.ย.)
 
       - IMF: ประชุมประจำปี
 
16 ต.ค.- จีน: อัตราเงินเฟ้อ (ก.ย.)
 
17 ต.ค.- สหรัฐฯ: FOMC Meeting Minute
 
19 ต.ค.- ไทย: SONIC ซื้อขายวันแรก ราคา IPO 1.95 บาท
 
            - จีน: 3Q18 GDP ตลาดคาด +6.6% Y-Y
 
(-) ตลาดสหรัฐลดลงจากหุ้นกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงแรง 2 วันติด นอกจากนี้ การประมูลพันธบัตรของสหรัฐที่ประสบความสำเร็จเกินคาด ยังทำให้ตลาดกังวลว่านักลงทุนจะโยกเงินจากตลาดหุ้นกลับไปสู่ตลาดพันธบัตรมากขึ้น
(-) ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงตามตลาดสหรัฐ และความกังวลเรื่องแผนงบประมาณขาดดุลของอิตาลีที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะประนีประนอม
(-) ตลาดเอเชียเช้านี้ยังคงปรับตัวลง จากความกังวลเรื่องเงินทุนต่างชาติไหลกลับ
(+) ค่าเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดอยู่ที่บริเวณ 32.69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(-) ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน พ.ย. ร่วงลงอีก 2.2 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 70.97 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังตัวเลขการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC เดือนก.ย. ยังปรับเพิ่มขึ้นอีก 1.3แสนบาร์เรล/วัน 
(-) ค่าการกลั่นสิงคโปร์เช้านี้ลดลง -2.6% มาอยู่ที่ 5.22 ดอลลาร์/บาร์เรล
() ราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. พุ่งขึ้น 34.20 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1227.6 ดอลลาร์/ออนซ์
 
Contact person : Jitra  Amornthum  Register : 014530
Tel: 02-646-9966
www.fnsyrus.com   
FB : FINNANSIA SYRUS SECURITIES    LINE : @fnsyrus
OO15004

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!