หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
ASPบล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 
 
กลยุทธ์การลงทุน
  ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก และแผนยกเลิก LTF ยังกดดันดัชนี แต่แผนการลงทุนในประเทศยังเดินหน้า โดยเฉพาะ EEC นอกจาก BGRIM ได้รับอนุญาตขายไฟฟ้าให้กับสนามบินอู่ตะเภา แล้ว EASTW ยังเป็นอีกรายที่เข้าไปให้บริการขายน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสีย กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ Top Picks BGRIM(FV@B32) และ GLOW(FV@B95.5) ราคาหุ้นกลับมามี upside หลัง GPSC จำใจต้องยกเลิกการทำ Tender offer เพราะ กกพ. ไม่อนุญาตให้ซื้อหุ้น GLOW   
 
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทยวานนี้ …. SET Index ปรับฐานลงแรงท่ามกลางปัจจัยลบ
  แรงกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรง กดดันตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคปรับตัวลงตาม เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดร่วง 43 จุด และแกว่งตัวในแดนลบตลอดทั้งวัน ปิดที่ 1675.50 จุด ลดลง 38.93 จุด หรือ 2.26% พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 8.3 หมื่นล้านบาท  การเคลื่อนไหวของหุ้นทุกกลุ่มฯ ปรับตัวลงทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ย่อตัวลงแรงในทุกกลุ่มฯ (SET50 ร่วงเกือบ 3%) นำโดยกลุ่มพลังงาน ธ.พ. ค้าปลีก และ ICT ยกเว้นหุ้นรายตัวที่ยังประคองตัวหรือบวกได้ คือ HANA, GFPT และ SKN   
  สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่ามีโอกาสลงต่อ โดยการฉุดของหุ้นน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อตาม Demand โลกที่ชะลอตัวตามผลกระทบจากสงครามการค้าโลก  และประเด็นจากที่ไทยมีโอกาสยกเลิกการยืดอายุสิทธิการประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนใน LTF  ทำให้แรงหนุนตลาดที่สำคัญจะหายไปในภาวะที่ Fund Flow ยังไหลออก  
 
หุ้นน้ำมันยังกดดัน..Demand น้ำมันโลกชะลอตัว + Dollar ที่แข็งค่า 
  หลายปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว แม้ปัญหาด้าน Supply ยังมีอยู่ แต่เริ่มเบาบางลงคือ  สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐล่าสุดพบว่า เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ที่ 5.98 ล้านบาร์เรล (มากกว่าตลาดคาดเพิ่ม 2.62 ล้านบาร์เรล) ผลจากโรงกลั่นอยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุง  ขณะที่ปัญหา  Supply ที่หายไป จากอิหร่าน จากที่สหรัฐคว่ำบาตรทางการค้าตั้งแต่ มิ.ย. (มีผลบังคับใช้ 4 พ.ย.)  และการควบคุมการผลิตน้ำมันดิบโลกยังอยู่จนถึงสิ้นปี  
  ขณะด้านความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มชะลอจากผลกระทบของสงครามการค้า ที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งเป็นบริโภคน้ำมันสูงสุดของโลกราว 24.9 ล้านบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็น 25.5%  ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก และจีนอันดับ 2 ราว 12.5 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ 12.8% ทำให้เดือน ต.ค.  OPEC ปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2562 ลงเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ จะเพิ่มขึ้นราว 1.36 ล้านบาร์เรล/วัน (ลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า  8 หมื่นบาร์เรล/วัน) อยู่ที่ 100.1 ล้านบาร์เรล /วัน  เทียบกับปี 2561 เพิ่มขึ้นราว  1.54 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ อยู่ที่ 98.8 ล้านบาร์เรล /วัน
   และถัดมาคือ Dollar Index ที่มีแนวโน้มแข็งค่าในระยะถัดไป หลังจากดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง โดยล่าสุด เงินเฟ้อ เดือน ก.ย.  2.3%yoy  แม้ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 2.4% และชะลอจาก 2.7% ในเดือน ส.ค.  แต่ ยังสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% ทำให้ Fed ยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยฯอีก 1 ครั้งปลายปีนี้ และปี 2562-2563 จะขึ้นอีก 3 ครั้งและ 2 ครั้งตามลำดับ  ทำให้ให้อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปีอยู่ที่ 2.5%, 3.25% และ 3.75% ตามลำดับ  
  ราคาน้ำมันที่ปรับลงมา ทำให้ยัง ASPS คงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบระยะยาวขึ้นปีละ 5 เหรียญฯ คือปี 2562 เป็น 75 เหรียญฯ และ 80 เหรียญฯ ในปี 2563 เป็นต้นไป จะได้มูลค่า PTTEP, PTT  เพิ่มขึ้นจากเดิม หุ้นละ 10 บาท  และ 2 บาท เป็น 156 บาท  ถือมี upside  จำกัด
 
ต่างชาติขายหุ้นในภูมิภาคหนัก และขายไทยเกินหนึ่งหมื่นล้านบาท
  ในคืนก่อนหน้าดัชนีดาวน์โจนส์ตกแรงถึง 832 จุด และคืนที่ผ่านลงมาอีก 546 จุด (รวม 2 วัน ลงไปแล้วกว่า 1378 จุด หรือ 5.5%) กดดันตลาดหุ้นภูมิภาคปรับฐานแรงตาม ขณะเดียวกันเกิดจากต่างชาติถล่มขายสุทธิหุ้นในภูมิภาคสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.69 พันล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 8) และยังเป็นการขายสุทธิทุกประเทศเช่นเดิม เริ่มจากไต้หวันถูกขายสุทธิ 921 ล้านเหรียญ ตามมาด้วยเกาหลีใต้ 354 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 8), อินโดนีเซีย 78 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 8), ฟิลิปปินส์ 16 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิติดต่อกันนานถึง 31 วัน) และไทยที่ต่างชาติขายสุทธิสูงถึง 320 ล้านเหรียญ หรือ 1.05 หมื่นล้านบาท (ขายสุทธิเป็นวันที่ 8) ซึ่งเป็นการขายสุทธิมากสุดเป็นอันดับที่ 4 นับตั้งแต่ตลาดฯเก็บข้อมูลมาตลอดระยะเวลากว่า 26 ปี  ต่างกับสถาบันในประเทศที่ซื้อสุทธิ 1.70 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3)
  ส่วนหนึ่งเกิดจาก ความกังวล Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด, ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมาเร็ว กดดันให้นักลงทุนต่างชาติโยกเงินไปพักไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น อย่าง ตราสารหนี้สหรัฐฯ แม้แรงซื้อจะกดดันให้ Bond Yield 10 ปี ลดลงเล็กน้อยมาอยุ่ที่ 3.16% แต่ผลตอบแทนยังจูงใจ เมื่อเทียบกับความผันผวนของตลาดหุ้น ณ ปัจจุบัน
 
GLOW มี upside 16% หลัง GPSC ต้องยกเลิก Tender Offer  
  สรุปคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไม่เห็นชอบให้ GPSC ซื้อหุ้น  GLOW  เพราะ ขัดต่อ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน 2550 ซึ่งถือว่ากดดันราคาหุ้นของ GPSC (Switch:FV@B66.5) และ GLOW(FV@95.5) จากนี้จะกลับเข้าปัจจัยพื้นฐานเดิม โดยราคาหุ้น  GPSC  ถือว่าเต็มมูลค่าหุ้นปี 2561 ซึ่งไม่รวมกรณีที่ซื้อ GLOW  อยู่แล้ว  จึงยังคงคำแนะนำ Switch
  ส่วน GLOW  ราคาตลาดปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง  สะท้อนความผิดหวัง และ ทำให้แผนการทำคำเสนอหุ้นจากรายย่อย (Tender offer) ที่ราคารับซื้อสุทธิหลังหักเงินปันผลที่ 94.89 บาท  (หรือ 96.5 รวมเงินปันผล) เป็นอันต้องพับไป   จนปัจจุบันราคาหุ้น GLOW มี upside กว่า 16%  เมื่อบวกกับเงินปันผลที่สูง 6% นับว่าสูงกว่าหุ้นโรงไฟฟ้า IPP อื่นๆ  ทั้ง RATCH และ EGCO  จึงปรับเพิ่มคำแนะนำจากเดิม “ขาย” เป็น “ซื้อ”    
  อย่างไรก็ตาม GLOW มีจุดอ่อนตรงที่ กำไรสุทธิเข้าสู่ช่วงทรงตัว-ลดลง  เพราะโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งหมด 2890  MW  (แยกเป็น IPP (GLOW IPP, GECO-one, Glow Energy Solar, Houay Ho  42% ที่เหลือ 52% เป็น  SPP)   ส่วนใหญ่ได้ผ่านจุดรับรู้รายได้สูงสุด  (เพราะราคาขายไฟฟ้าจะกำหนดราคาขายสูงๆ ในช่วง 5-10 ปี  และจะลดลงในปีท้ายๆ ก่อนหมดอายุสัญญา) โดยโรงไฟฟ้า IPP หลัก ๆ จะทยอยหมดภายในปี 2571 กำลังผลิต 677.35 MW และหมดใน ปี 2580  อีก 429 MW เป็นต้น เช่นเดียวกับ SPP เริ่มทยอยหมดอายุเช่นกัน 
  ประกอบกับการประมูลโรงไฟฟ้า IPP/SPP ใหม่ไทยมีโอกาสน้อย จากปัญหา Oversupply (Reserve Margin สูงกว่า 30% ของความต้องการ)  นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ GLOW อยากขายหุ้นให้กับ GPSC แต่ในช่วงที่ยังไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ GLOW จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราที่น่าพอใจต่อเนื่อง ถือเป็นการลงทุนเหมือนซื้อหุ้นกู้ ที่มีความปลอดภัยได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน 
 
BGRIM/EASTW ได้รับคัดเลือกให้บริการไฟฟ้า/ประปาที่อู่ตะเภา 
  ตามที่การลงทุนใน EEC มีความคืบหน้า โดยการลงทุน 4 โครงการหลักมูลค่า 4.7 แสนล้านบาท จะนำเสนอ ครม. 16 ต.ค. นี้คือ   1)  พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก วงเงิน 2.9 แสนล้านบาท 2) ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา 1.0 หมื่นล้านบาท 3) ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 1.14  แสนล้านบาท และ 4)  ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 5.5 หมื่นล้านบาท  
  ระหว่างนี้มีการเตรียมความพร้อมสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ คู่ขนานกันไปด้วย เช่น ไฟฟ้า-ประปา  ล่าสุด BGRIM ได้รับคัดเลือกให้บริการไฟฟ้าฯ ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาระยะแรก มูลค่า 3.6 พันล้านบาท  ( โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 80 MW, โรงไฟฟ้าโซลาร์ 15 MW, ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) 50 MWh โดยคาดว่าจะ COD ได้ภายในเดือน ม.ค. 2564  ผลตอบแทนจากการลงทุน(IRR) กว่า 10% 
  และวันนี้มีข่าวว่า EASTW ได้รับคัดเลือก ให้เป็นผู้พัฒนาระบบน้ำประปา การจัดการน้ำเสีย และการผลิตน้ำรีไซเคิล ในพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งปัจจุบัน EASTW ประกอบธุรกิจจำหน่ายน้ำดิบ, ธุรกิจบำบัดน้ำเสีย, ธุรกิจจำหน่ายน้ำประปา (ดำเนินการโดยบริษัทย่อย UU ที่ EASTW ถือหุ้น 100%) ประเด็นนี้น่าจะ หนุนให้ EASTW เป็นผู้ให้บริการธุรกิจน้ำครบวงจรมากขึ้น และเติมโตพร้อม ๆ กับ   EEC และถือเป็น upside ส่วนเพิ่มที่ฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ โดย Fair Value ปี 2562 อยู่ที่ 13.50 บาท จึงยังแนะนำ ซื้อ   
 
TISCO กำไร 3Q61 ดีกว่าคาด ปรับเป็นซื้อ Fair Value ปี 2562 มี upside  
  วานนี้ TISCO รายงากำไรจากการดำเนินงาน 3Q61  1.81 พันล้านบาท เติบโตถึง 6.2% qoq และ 15.4% yoy สูงกว่าคาด เพราะบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุน และกการขายธุรกิจบัตรเครดิต ส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิหดตัวลงตามคาด ซึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ซึ่งให้ high yield  แต่ภาพรวมสินเชื่อสุทธิพลิกกลับมาเติบโตครั้งแรก นับตั้งแต่รับโอนสินเชื่อของ SCBT เข้ามาในงวด 4Q60 ขณะที่ด้านคุณภาพสินเชื่อยังทรงตัวใกล้เคียงงวด 2Q61 ที่ 2.70% อีกทั้ง ยังมีตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มขึ้นมาก (แต่ไม่มีประเด็นน่ากังวล) จึงทำให้ coverage ratio กลับขึ้นมาที่ระดับสูงสุดในกลุ่มฯ ถึง 193.5%  จาก 184.9%  ณ สิ้น 2Q61    
  ภาพรวมที่แข็งแกร่งเกินคาด จึงปรับเพิ่มประมาณการฯปี 2561-62 ขึ้นเฉลี่ย 5% จากเดิม ส่วนใหญ่เป็นผลบวกจากการปรับเพิ่มสมมติฐาน NIM ที่ประเมินต่ำไปมาก ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2561-62 เติบโต 11.9% yoy และ 9.0% yoy  ขณะที่ราคาหุ้นผ่านการปรับฐานไปมากแล้ว บวกกับปันผลที่สูงถึง 6-7% p.a. จึงมีการปรับไปใช้ Fair  Value ปี 2562 ที่ 95.80 บาท เพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ (เดิม switch)
 
ภรณี ทองเย็น  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
พบชัย ภัทราวิชญ์  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 052647
ภราดร เตียรณปราโมทย์  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
โยธิน ภูคงนิล  ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
เจิดจรัส แก้วเกื้อ  ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร  ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
OO15005

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!