หมวดหมู่: บริษัทจดทะเบียน

TTAเฉลมชย มหากจศรTTA รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2561 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA ที่ 8.2 ล้านบาท

•           TTA รายงานผลกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 206.3 ล้านบาท

•           กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือรายงานกำไรสุทธิสูงสุดในรอบ 32 ไตรมาส (8 ปี) ที่ 252.1 ล้านบาท

•           ปริมาณการขายปุ๋ยรวม เพิ่มขึ้น ร้อยละ 38 เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

•           สัญญาให้บริการของกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง ณ สิ้นไตรมาส 1/2561 เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากสิ้นปี 2560

      บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA เผยผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2561 (1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2561) ด้วยกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA อยู่ที่ 8.2 ล้านบาท ซึ่งโดยปกติแล้วช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมจะเป็นไตรมาสที่มีผลการดำเนินงานอ่อนตัวตามวัฏจักรโดยธรรมชาติของธุรกิจ

      รายได้รวมในไตรมาสที่ 1/2561 อยู่ที่ 3,113.2 ล้านบาท ใกล้เคียงกับรายได้ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร และกลุ่มการลงทุนอื่น คิดเป็นร้อยละ 42 ร้อยละ 18 ร้อยละ 23 และร้อยละ 17 ของรายได้รวมทั้งหมดตามลำดับ ในขณะที่มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 615.1 ล้านบาท คงที่จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

      TTA ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นในงบดุลรวมไว้ได้ โดยเงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนชั่วคราว อยู่ในระดับสูงถึง 7.94 พันล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net IBD/E) ระดับต่ำที่ 0.07 เท่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561

     นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTA เปิดเผยว่า “TTA ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวก เกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกอง เนื่องจากค่าดัชนีบอลติค (BDI) ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแนวโน้มความต้องการขนส่งสินแร่เหล็ก ถ่านหินและการส่งสินค้าแห้งเทกองอื่นๆ ของตลาดโลก คาดว่าจะมีต่อเนื่องไปตลอดช่วงปี 2561

       ดังนั้น โทรีเซน ชิปปิ้ง จึงมีโอกาสอย่างมากที่จะขยายอาณาเขตการให้บริการและหาฐานลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติม ในส่วนธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งนั้น TTA เชื่อว่าจะเริ่มฟื้นตัวแบบช้าๆ ซึ่งเป้าหมายของเมอร์เมด มาริไทม์ จะเป็นการต่อสัญญาทั้งใน   ระยะสั้นและระยะยาว กับลูกค้าหลักในแถบตะวันออกกลาง

      ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร ของบริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ หรือ PMTA ยังสร้างผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ให้กับ TTA และยังคงมองหาลู่ทางในการสร้างการเติบโต ทั้งในเวียดนามและตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปีนี้อาจจะมีความผันผวนของธุรกิจเกิดขึ้นก็ได้ ดังนั้น TTA จึงยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าไว้วางใจ ตลอดจนรักษาสถานะทางการเงินให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ”

ผลการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจ

       กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ : รายได้ค่าระวางของกลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือในไตรมาสที่ 1/2561 อยู่ที่ 1,297.7 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อัตราค่าระวางเรือโดยเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 10,233 เหรียญสหรัฐต่อวันในไตรมาสที่ 1/2561 ซึ่งสูงกว่าอัตราตลาดของค่าระวางเรือเฉลี่ยสุทธิของเรือซุปปราแมกซ์ ที่ 10,094 เหรียญสหรัฐต่อวัน และถึงแม้ว่าไตรมาสที่ 1 ธุรกิจจะเป็นช่วงชะลอตัวตามวัฏจักรโดยธรรมชาติ แต่อุปสงค์ในไตรมาสนี้ก็สูงกว่าปกติ ตามอัตราค่าระวางเรือที่ขยับขึ้นมา ซึ่งเห็นได้จากค่า

      ดัชนีบอลติค (BDI) ที่ปรับตัวสูงขึ้น มาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 1,175 จุด ในไตรมาสที่ 1/2561 อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จาก ร้อยละ 19 เป็น ร้อยละ 27 ในทำนองเดียวกัน EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 299.1 ล้านบาท โดยรวมแล้ว กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ มีผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 448 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 252.1 ล้านบาท และอัตราการใช้ประโยชน์ของเรือที่โทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นเจ้าของ อยู่ในระดับร้อยละ 100 ในไตรมาส 1/2561

     นอกจากนี้ กลุ่มโทรีเซน ชิปปิ้ง ยังได้ซื้อเรือมือสองเข้ามาเสริมกองเรือ จำนวน 1 ลำ และขายเรือเก่าไป จำนวน 1 ลำ ในไตรมาสที่ 1/2561 ซึ่งเป็นไปตามแผนปรับปรุงกองเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองให้มีความทันสมัย ได้มาตรฐาน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 กลุ่มโทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นเจ้าของเรือ จำนวน 21 ลำ โดยมีระวางบรรทุกเฉลี่ยเท่ากับ 54,512 เดทเวทตัน และมีอายุเฉลี่ย 11.57 ปี

      กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง : รายได้ของกลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งในไตรมาสที่ 1/2561 อยู่ที่ 567.5 ล้านบาท ซึ่งลดลงร้อยละ 56 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่ลดลงในช่วงวัฏจักรอ่อนตัวตามธรรมชาติของธุรกิจ ประกอบกับการไม่สามารถนำเรือมาทำงานได้ เนื่องจากต้องนำเรือไปบำรุงรักษาตามแผน อัตราการใช้ประโยชน์เรือลดลงจากร้อยละ 54 ในไตรมาสที่ 1/2560 เป็นร้อยละ 43 ในไตรมาสที่ 1/2561 ทั้งนี้ฝ่ายบริหารได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการลดต้นทุน ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลงได้ร้อยละ 23 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมค่อนข้างคงที่อยู่ที่ 40.9 ล้านบาท เนื่องจากมีความมั่นคงจากกำไรที่ได้รับภายใต้สัญญาว่างจ้าง อายุ 3 ปี ส่วน EBITDA ลดลงเป็น (133.9) ล้านบาท ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่งรายงานผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 113.9 ล้านบาท มูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/2561 มีมูลค่า 173 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากสิ้นปี 2560

      กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร : ในไตรมาสที่ 1/2561 กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร มีรายได้จากการขาย อยู่ที่ 696.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณการขายปุ๋ยจากทั้งตลาดในประเทศเวียดนามและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณขายปุ๋ยทั้งหมดเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 52.0 พันตัน ตลาดฟิลิปปินส์กลับมาฟื้นตัวและมีการทำกิจกรรมทางการตลาดและโปรแกรมส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขายของตลาดในประเทศ ส่วนกำไรขั้นต้น (spread) เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 172.4 บาท EBITDA อยู่ที่ 41.7 ล้านบาท มีการรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงและยังไม่เกิดขึ้นจริงจำนวน 12.6 ล้านบาท ดังนั้นกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 4.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 166 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในไตรมาสที่ 1/2561

      นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่โรงงานยังสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสนี้ พื้นที่บางส่วนใช้ในการจัดเก็บวัตถุดิบสำหรับผลิตปุ๋ย ในขณะที่พื้นที่ที่เหลือมีผู้เช่าเต็มพื้นที่ คิดเป็นอัตราการเช่าร้อยละ 96

     กลุ่มการลงทุนอื่น : การลงทุนอื่นของ TTA จะมุ่งเน้นที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และโลจิสติกส์ ซึ่งกลุ่มการลงทุนอื่น นี้ยังคงมีผลกระทบไม่มากต่อผลกำไรสุทธิรวม

•     ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม : พีเอซ แคปปิตอล (PHC) ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์พิซซ่าฮัทรายเดียวในประเทศไทยได้ขยายสาขาเพิ่ม 8 สาขา ในไตรมาส 1/2561 โดยส่วนใหญ่เป็นสาขาในต่างจังหวัด โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 พิซซ่า ฮัท มีจํานวนสาขาทั้งสิ้น 116 สาขา ทั่วประเทศ

เกี่ยวกับ TTA

      บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA เป็นบริษัทเพื่อการลงทุนในเชิงกลยุทธ์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ คือ การสร้างความเติบโตอย่างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน ซึ่งมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พอร์ตการลงทุนในปัจจุบัน (แต่ไม่ได้จำกัดเพียงเท่านี้) ประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือ กลุ่มธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่ง กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร และกลุ่มการลงทุนอื่น สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.thoresen.com

         

Click Donate Support Web

468x60 16

BIT FUN728x90

yobit 560 60

8

468x60 bit

468x60 DOG

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!