ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ

หมวดหมู่: มติ ครม.
วันที่สร้าง วันพุธ, 17 มิถุนายน 2569 13:15
ฮิต: 938

 

การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ

 

Gov 4

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

          1. เห็นชอบในร่างความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of GloBE Information) (ความตกลง GloBE MCAA)1

          2. อนุมัติให้มีการลงนามเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงดังกล่าวและดำเนินการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Information Returns) [แบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR)] ภายในเดือนธันวาคม 2570 โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้ กค. โดยกรมสรรพากรดำเนินการโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

          3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทย (Competent Authority: CA) หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงตามข้อ 1 เพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE MCAA

[ประเทศไทยต้องเข้าร่วมความตกลง GloBE MCAA เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570]

          สาระสำคัญของเรื่อง

          1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 ธันวาคม 2567) อนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.... ตามที่ กค. เสนอและให้ส่ง สคก. ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (24 ธันวาคม 2567) เห็นชอบร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. .... ของ กค. ซึ่ง สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปเป็นการด่วน ซึ่งพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2567 และบัญญัติให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

          พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เป็นผลจากมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules: GloBE Rules) ซึ่งกำหนดวิธีการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการอย่างสอดคล้องและประสานงานกัน อันเป็นแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Profit Shifting: BEPS) ที่จัดตั้งขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และกลุ่มประเทศ G20 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองว่าอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate: ETR) ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (Multi-National Enterprises: MNEs) ขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่หรือที่เรียกว่า “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) แทนได้ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศมีการตรากฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ขนาดใหญ่แล้ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเป็นการรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจากภาษีส่วนเพิ่ม ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเริ่มคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม ตั้งแต่ปี 2568

          พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 บัญญัติให้นิติบุคคลในเครือซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยและเป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่รายได้รวมทั้งหมดมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทยเทียบเท่า 750 ล้านยูโร ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้และบัญญัติให้นิติบุคคลในเครือดังกล่าวยื่นรายงานการแจ้งข้อมูล ยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) และยื่นแบบแสดงรายการพร้อมทั้งชำระภาษีส่วนเพิ่มต่อกรมสรรพากร ภายใน 15 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มให้กำหนดเป็นเวลา 18 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี [จะต้องยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรกภายในเดือนมิถุนายน 2570]

          2. พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 บัญญัติให้มีการยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรกภายในเดือนมิถุนายน 2570 และความตกลง GloBE MCAA กำหนดให้แลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570 โดยการลงนามในความตกลง GloBE MCAA ที่ กค. เสนอมาในครั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความโปร่งใสทางภาษี และเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยต่อนานาประเทศ รวมถึงเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ครั้งแรก ทั้งนี้ ความตกลง GloBE MCAA ที่ กค. เสนอมาในครั้งนี้มีกฎหมายระดับพระราชกำหนดรองรับแล้ว จึงไม่ถือเป็นการทำหนังสือสัญญาที่ต้องออกพระราชบัญญัติตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และ กค. แจ้งว่าการลงนามในความตกลงดังกล่าว เป็นการลงนามระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศภาคี ไม่จำเป็นต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)

          3. ความตกลง GloBE MCAA เป็นความตกลงเกี่ยวกับการให้ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) โดยเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ (Automatic Exchange of Information) ตามข้อ 6 ของอนุสัญญาว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (MAC)

          4. การดำเนินการในครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ คือ สร้างความโปร่งใสด้านภาษี สนับสนุนมาตรการป้องกันการกัดกร่อนภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ซึ่งจากการประมาณการจัดเก็บรายได้จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 12,000 ล้านบาท และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศชาติและผู้เสียภาษี

          5. ในการดำเนินการดังกล่าว ประเทศที่ปรับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GloBE Rules) จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องระหว่างกัน โดยกำหนดให้นิติบุคคลในเครือที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติต้องยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ เช่น โครงสร้างองค์กรและสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ข้อมูลการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มเป็นรายประเทศ

          สรุปกำหนดระยะเวลาการดำเนินการได้ ดังนี้

มกราคม 2568

พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567

บัญญัติให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

● 

รอบบัญชี ปี 2568

นิติบุคคลในเครือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ในประเทศไทย 

ที่รายได้รวมทั้งหมดมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทยเทียบเท่า 750 ล้านยูโร 

อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี

(วันสุดท้ายของรอบบัญชี คือวันที่ 31 ธันวาคม 2568)

● 

ขั้นตอนปัจจุบัน

ปี 2569

ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง GloBE MCAA

เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) 

(เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในคราวนี้)

● 

มิถุนายน 2570

นิติบุคคลในเครือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs)

ยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ต่อกรมสรรพากร 

(18 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี)

● 

ธันวาคม 2570

แลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR)

กับประเทศภาคีคู่สัญญาครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570

[6 เดือนนับจากวันครบกำหนดการยื่นแบบรายงานข้อมูล GloBE Information Returns (GIR) ในประเทศผู้ส่ง]

 

          ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง

____________

1 เป็นการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลเพื่อบังคับใช้มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules: GloBE Rules) ซึ่งกำหนดอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (Multi-National Enterprises: MNEs) ขนาดใหญ่ไว้ที่ร้อยละ 15 ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 16 มิถุนายน 2569

 

g22

Click Donate Support Web 

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100