ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
การเสนออุทยานธรณีอุบลราชธานีเข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบให้เสนออุทยานธรณีอุบลราชธานีสมัครเข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Educational, Scientific Cultural Organization : UNESCO) (UNESCO Global Geoparks) โดยยื่นความจำนงต่อ UNESCO ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และส่งใบสมัครในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569
2. มอบหมายให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการเสนออุทยานธรณีอุบลราชธานีเข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO ต่อสำนักเลขาธิการ UNESCO ณ กรุงปารีส
สาระสำคัญของเรื่อง
ทส. รายงานว่า
1. อุทยานธรณีโลกของ UNESCO เป็นโครงการด้านการอนุรักษ์มรดกทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม โดยมีขอบเขตพื้นที่ที่ประกอบด้วยแหล่งที่มีคุณค่าด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม มีการบริหารจัดการแบบองค์รวมระหว่างการอนุรักษ์ การให้ความรู้ การศึกษาวิจัย และการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ เชื่อมโยงความสำคัญของมรดกทางธรณีวิทยาผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา ปัจจุบันทั่วโลกมีอุทยานธรณีโลกของ UNESCO จำนวนทั้งสิ้น 229 แห่งใน 50 ประเทศ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) โดยประเทศไทยมีอุทยานธรณีโลกของ UNESCO จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานธรณีโลกสตูลและอุทยานธรณีโลกโคราช และอยู่ระหว่างการพิจารณาของ UNESCO จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ อุทยานธรณีขอนแก่น
2. จังหวัดอุบลราชธานีได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ในการสมัครเพื่อรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO ให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณี (คณะกรรมการฯ) (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน) พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งคณะกรรมการฯ ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้อุทยานธรณีอุบลราชธานีสมัครเข้ารับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการเสนอคอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบและดำเนินการตามขั้นตอนของ UNESCO ต่อไป
3. สาระสำคัญของอุทยานธรณีอุบลราชธานีมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
1) ขอบเขตพื้นที่ อุทยานธรณีอุบลราชธานีครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร รวมพื้นที่ประมาณ 1,829 ตารางกิโลเมตร
2) ความสำคัญโดดเด่นด้านธรณีวิทยาในระดับนานาชาติ
(1) มีลักษณะธรณีสัณฐานที่เกิดจากกระบวนการกัดเซาะของแม่น้ำโขงที่หลากหลายและโดดเด่นซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีสัณฐานในระดับโลก สะท้อนถึงพลังของกระบวนการทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดรูปแบบภูมิประเทศเฉพาะตัว เช่น แก่งหินขนาดใหญ่ หน้าผาสูงชัน เป็นต้น
(2) มีแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังในยุคครีเทเชียสตอนต้น ในหมวดหินโคกกรวด บริเวณโคกผาส่วม เช่น ไดโนเสาร์กินพืชคอยาว ไดโนเสาร์นักล่ากินเนื้อ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ จระเข้โบราณ เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในหมวดหินโคกกรวดของประเทศไทย
(3) เป็นแหล่งลำดับชั้นหินอ้างอิงแห่งใหม่ของกลุ่มหินโคราชที่มีความชัดเจนและสมบูรณ์ที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและนานาชาติในการศึกษาลำดับชั้นหินของกลุ่มหินทรายสีแดงในมหายุคมีโซโซอิก
(4) มีแห่งเสาหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากการกัดเซาะแตกต่างกันของชั้นหินทราย ซึ่งมีความแข็งแรงและความทนทานต่อการกัดเซาะของน้ำไม่เท่ากัน ส่งผลให้เกิดเป็นเสาเฉลียงขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโดดเด่น
3) แหล่งโบราณคดีและวิถีวัฒนธรรมสำคัญ
(1) แหล่งโบราณคดีที่สำคัญ เช่น ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อายุ 3,000 – 4,000 ปี ที่ผ่าแต้มจารึกโบราณที่แก่งตะนะ
(2) วิถีวัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น ประเพณีตักปลาปากบ้องในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของ ทุกปีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาบรู เป็นต้น
4) ความพร้อมของพื้นที่ อุทยานธรณีอุบลราชธานีได้ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานธรณีระดับ ท้องถิ่นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 และต่อมาได้รับรองเป็นอุทยานธรณีประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นอกจากนี้ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอุทยานธรณี ซึ่งตั้งอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการ ทำหน้าที่บริหารและประสานงานตามวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาจังหวัดและนโยบายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 - 2570 ปัจจุบันอุทยานธรณีอุบลราชธานี ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณีให้ยื่นใบสมัครต่อ UNESCO เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ทางธรณีวิทยา การบริหารจัดการพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชนและศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
5) ประโยชน์ของการเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกของ UNESCO ทำให้ประเทศไทยเป็นที่ รู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านคุณค่าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและนำรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ประชากรในพื้นที่เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
ทั้งนี้ อุทยานธรณีอุบลราชธานีได้จัดทำแบบประเมินตนเองแล้วพบว่า อุทยานธรณีอุบลราชธานีเข้าลักษณะตามหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นอุทยานธรณีโลกของ UNESCO เช่น พื้นที่มีภูมิประเทศที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยาและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย มีหน่วยงานบริหารจัดการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายของประเทศ (เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562) มีการบริหารจัดการร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น
4. กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ (คธ.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 23 มิถุนายน 2569
g15
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด