ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน
ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..)พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วแต่กรณีของโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สืบเนื่องมาจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (3 มีนาคม 2568) อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน และกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบฯ โดยมีงบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง จำนวน 923 ลำ วงเงิน 1,622,605,300 บาท ซึ่งกรมประมงจะดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เจ้าของเรือประมง กระทรวงการคลังจึงเห็นว่า เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้เจ้าของเรือที่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาตามโครงการดังกล่าว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่เจ้าของเรือประมงสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการชดเชยเยียวยาจากกรมประมงเนื่องจากการเข้าร่วมโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนในปี พ.ศ. 2568 และปี พ.ศ. 2569 (การยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวเป็นกรณีที่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือประมงไม่ต้องนำเงินชดเชยเยียวยาดังกล่าวมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปีภาษี) เพื่อให้เจ้าของเรือประมงที่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาสามารถนำเงินชดเชยเยียวยาไปใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพอื่นเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และบรรเทาหนี้สินอันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเรือได้อย่างเต็มจำนวน ซึ่งเป็นการกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับในลักษณะเดียวกันกับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับจากโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบฯ ระยะที่ 1 (ระยะเร่งด่วน) และระยะที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 791) พ.ศ. 2568 สำหรับเงินชดเชยเยียวยาดังกล่าวที่กรมประมงได้มีการจ่ายเงินให้แก่เจ้าของเรือประมงแล้วนั้น กรมประมงได้ดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่ได้รับไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ กรมประมงคาดว่าจะดำเนินการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับเจ้าของเรือประมงที่เหลือแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเดียวกัน โดยเจ้าของเรือประมงสามารถขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้มากกว่ามูลค่าภาษีที่ตนเองมีหน้าที่ต้องจ่ายจริงภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีได้ (เงินชดเชยที่ได้รับเมื่อปี 2568 เป็นเงินได้ที่ต้องยื่นแบบภาษีปี 2569 ครบกำหนดขอคืนภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2572 และเงินชดเชยที่ได้รับเมื่อปี 2569 เป็นเงินได้ที่ต้องยื่นแบบภาษีปี 2570 ครบกำหนดขอคืนภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2573)
2. กระทรวงการคลังได้รายงานประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่าจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษีรวมประมาณ 167 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 160 ล้านบาท และภาษีเงินได้นิติบุคคล 7 ล้านบาทและกรมสรรพากรต้องคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ประมาณ 16.23 ล้านบาท ซึ่งสามารถดำเนินการได้
3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีข้อสังเกตว่า ควรมีระบบติดตามประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านการลดความกดดันต่อทรัพยากรและระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนชาวประมง และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอได้ สำนักงบประมาณมีความเห็นเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการภาษีดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรที่กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการภาษีดังกล่าวให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาส ตลอดจนติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์และรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการภาษีดังกล่าว ตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ต่อไป
(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 27 กรกฎาคม 2569
g2
สงวนลิขสิทธิ์ © 2557 บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด